www.asstudio.org ยินดีต้อนรับ
ยินดีต้อนรับสู่เว็บไซด์หลวงปู่แอ๊ว สุธมฺมปาโล
เจ้าหน้าที่สารนิทัศน์วัฒนธรรม
โครงการอาศรมวัฒนธรรม
มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
Web site : http://cultural.wu.ac.th/
Email : phuntipster@gmail.com

เปิดประตูสู่อินเดีย
แดนกำเนิด พระพุทธศาสนา ด้วยแรงศรัทธาจากชาวโลก
ผู้สัมภาษณ์ : กราบนมัสการพระเจ้าค่ะ

ผู้ให้สัมภาษณ์ : เจริญพร โยม…พันธุ์ทิพย์

ผู้สัมภาษณ์ : ทราบข่าวว่า ท่านเดินทางไปสาธยายพระไตรปิฎก ที่ประเทศอินเดีย…ไม่ทราบว่ากิจกรรมที่ทำมีอะไรบ้างค่ะ?…แล้วไปกันกี่คณะ?…องค์กรไหนจัดเจ้าค่ะ?

ผู้ให้สัมภาษณ์ : ใช่!…อาตมาได้เดินทางไปร่วมช่วยจัดกิจกรรมและร่วมสาธยายพระไตรปิฎกในครั้งนี้ด้วย ซึ่งจัดเป็นปีที่ ๓ หรือครั้งที่ ๓ แล้ว และจะจัดทุกๆ ปี ระหว่างวันที่ ๑๒–๒๓ กุมภาพันธ์ การสาธยายฯ นั้น เป็นส่วนกิจกรรมของพระสงฆ์นานาชาติฝ่ายเถรวาท ได้แก่ ไทย ลาว พม่า เขมร ศรีลังกา บังคลาเทศ อินเดีย เนปาล เป็นต้น กิจกรรมที่จัดก็จะเริ่มต้นด้วยพิธีเปิดคือ ขบวนแห่พระไตรปิฎกของแต่ละประเทศ เข้าสู่ปริมณฑลภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา รัฐพิหาร ซึ่งเป็นสถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังจากพิธีเปิดเสร็จแล้ว พระสงฆ์แต่ละประเทศก็จะไปประจำเต็นท์สาธยายของตน คณะที่ไปร่วมสาธยายก็จะมีหลายประเทศ มีทั้งคณะพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศไทย มีจำนวนมากกว่า ๕๐๐ รูป/คน และคาดว่าในปีหน้าจะมีไปกันมากกว่านี้

การสาธยายฯ นั้น จัดโดยองค์กรสาธยายพระไตรปิฎกนานาชาติ ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ โดย คุณวังโม ดิกซีย์ (Mrs.Wangmo Dixey) ได้เป็นผู้ริเริ่มงานนี้ตั้งแต่แรก และได้เป็นผู้อุปถัมภ์นิมนต์พระเถระผู้ใหญ่จากประเทศต่างๆ แต่ละประเทศมาร่วมงานนี้ พร้อมทั้งเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ที่พัก และอาหาร ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกสบายทุกอย่างและค่าใช้จ่ายในงาน ซึ่งถวายการอุปถัมภ์ในนามประธานมูลนิธิแสงพุทธธรรม (The Light of Buddhadharma Foundation International)

สิ่งคาดหวังในการจัดสาธยายพระไตรปิฏก (ฉบับภาษาบาลี) ตั้งแต่แรกเริ่มนั้น ได้อาราธนาพระสงฆ์ และเชิญชาวพุทธจากประเทศไทย ลาว พม่า กัมพูชา ศรีลังกา บังคลาเทศ เนปาล อินเดีย โดยจัดสถานที่แบ่งเป็นกลุ่มประเทศที่สาธยายทำนองเดียวกัน ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การศึกษาพระไตรปิฎก และเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างชาวพุทธเถรวาทในระดับนานาชาติด้วยกัน นอกจากกิจกรรมการสาธยายพระไตรปิฏกแล้ว ยังได้อาราธนาพระวิปัสสนาจารย์แต่ละประเทศ มาให้การแนะนำแนวทางปฏิบัติกรรมฐานในแต่ละวันภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ อีกด้วย



ผู้สัมภาษณ์ : อยากเรียนถามพระคุณเจ้า เรื่องพระพุทธศาสนา ที่ประเทศอินเดียค่ะ…ได้ศึกษามาว่า ประเทศอินเดียเป็นแหล่งกำเนิดพระพุทธศาสนา แต่เหตุใด จึงมีผู้ที่นับถือ ในเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมาก ทั้งผู้ที่จะแสดงตัวเป็นพุทธมามกะก็ไม่ใคร่จะเปิดเผยตัว แล้วการเดินทางไปในครั้งนี้ จะสื่อให้ชาวโลกทราบได้ไหมค่ะ ว่าทิศทางของพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดียกับประเทศไทยจะเป็นไปในทิศทางใด แล้วการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูต ได้ผลมากน้อยเพียงใดเจ้าค่ะ?

ผู้ให้สัมภาษณ์ : ขอท้าวความสักนิดหนึ่งว่า อดีตพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดียนั้นมิใช่ตกอยู่ในสภาพอย่างปัจจุบันนี้ เพราะคนในสมัยนั้นมีความสนใจใฝ่รู้ เรื่องภายในชีวิตของตนมากว่าชีวิตนอกตน จึงเข้าถึงพระพุทธศาสนามากขึ้นเรื่อยๆ และก็ไม่มีคำสอนของศาสดาใดในยุคนั้น จะให้หลักที่ถูกตรงถูกต้องและถูกธรรมนองคลองธรรมมากเกินไปกว่าพระพุทธเจ้า หรือหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา อีกทั้งชนชั้นผู้นำการปกครองระดับประเทศ อย่างเช่น พระมหากษัตริย์ เป็นต้น ได้พิจารณาเห็นว่า การปกครองโดยใช้หลักธรรมนั้น จะง่ายต่อการพัฒนาอย่างยิ่ง แม้แต่ในหลวงของปวงชนชาวไทยของเรา ก็ยังทรงเป็นแบบอย่างดังกล่าว

เหตุที่มีเปอร์เซ็นต์ของผู้แสดงตนหรือเปิดเผยความเป็นชาวพุทธน้อยนั้น ความจริงเรื่องนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองและสังคม สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์ทรงมองการณ์ไกลว่า วันหนึ่งประเทศอินเดียจะไม่สามารถรักษาพระพุทธศาสนาเอาไว้ได้ เพราะจะมีภัยหลายด้าน จึงทรงดำริฯ และทรงทำงานร่วมกับพระสงฆ์ผู้ทรงความรู้ คือ พระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระ โดยการทำสังคายนาพระไตรปิฎก ครั้งที่ ๓ ขึ้น ที่วัดอโศการาม เมืองปาฏลีบุตร (เมืองปัตนะ รัฐพิหาร ปัจจุบัน) และนำพระพุทธศาสนาไปฝากไว้กับประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยการถวายความอุปถัมภ์พระสงฆ์และทรงแต่งตั้งให้เป็นพระธรรมทูตทั้ง ๙ สาย เป็นผู้นำไป โดยทรงคาดหวังว่า สักวันหนึ่งเมื่อถึงกาลอันควร พระพุทธศาสนาจะกลับคืนสู่ประเทศอินเดีย โดยชาวพุทธและพระธรรมทูต เช่นกัน ส่วนการปกครองทางบ้านเมืองของประเทศอินเดียนั้น พระองค์ทรงใช้ตราเครื่องหมายของพระพุทธศาสนา คือ ตราธรรมจักร เป็นเครื่องหมายประกาศแทนคำสอน (ที่อยู่ตรงกลางธงชาติและฐานหัวสิงห์ปัจจุบัน) ดังนั้น เป็นที่น่าคิดอย่ายิ่งว่า อินเดียแม้จะเป็นเมืองพราหมณ์ก็ตามแต่ใช้เครื่องหมายพุทธ คือ ธรรมจักร ซึ่งตรงกันข้ามกับเมืองไทย ซึ่งเป็นเมืองพุทธแท้ๆ แต่ใช้เครื่องหมายพราหมณ์ คือ ครุฑ

การเดินทางไปร่วมกิจกรรมและการจัดการสาธยายพระไตรปิฎก ในครั้งนี้ เป็นการประกาศความเป็นชาวพุทธในระดับนานาชาติได้เป็นอย่างดี เพราะทั้งชาวพุทธภายในประเทศอินเดียเอง ทั้งนักข่าวและผู้นำประเทศ ให้ความสนใจเป็นอย่างดี

คาดว่า ทิศทางพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดียกับประเทศไทยคงไม่ต่างอะไรกัน ในเบื้องต้น คือ สถาบันชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้ความสำคัญและให้การส่งเสริมสนับสนุนอยู่ตราบใด ก็จะยังคงความเจริญมั่นคงสืบไปตราบนั้น ตามจารึกในประวัติศาสตร์ของประเทศอินเดีย ท่ามกลางกระแสที่ถูกภัยต่างๆ เข้าคุกคามย่ำยี ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมืองการปกครอง และการศาสนา กล่าวคือ ศาสนาอิสลามได้ทำลายชาวพุทธในประเทศอินเดียจนสิ้นซาก ซึ่งประเทศไทยกำลังจะเป็นเหมือนกันกับประเทศอินเดียในอดีต และในที่สุด ก็จะกลับกลายเป็นธรรมดาของธรรมชาติ เฉกเช่นอินเดียปัจจุบัน

ในส่วนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตนั้น ได้ผลมาก แต่ยังอยู่ในระดับหนึ่ง และกำลังจะก้าวขยายไปสู่นานาชาติมากขึ้น อันนี้รวมถึงพระธรรมทูตจากประเทศชาวพุทธเพื่อนบ้านด้วยน่ะ ที่ไปประกาศธรรมในประเทศอินเดีย ท่านได้สร้างวัด โรงเรียน โรงพยาบาล การสาธารณสงเคราะห์ไว้มากมาย รวมทั้งนำรูปแบบการปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม การดำเนินชีวิตไปพร้อมๆ กันด้วย


ผู้สัมภาษณ์ : อยากเรียนถามพระคุณเจ้า ว่าการแสดงออกของชาวพุทธในประเทศอินเดีย กระทั่งการเดินทางของชาวพุทธที่มารวมตัวกันเป็นจำนวนมากในครั้งนี้ เกิดผลดีในด้านใดบ้างเจ้าค่ะ? แล้วถ้าจะให้ไทยพุทธตระหนักเช่นนี้บ้าง จะมีแนวทางเสนอแนะอย่างไรสำหรับทิศทางของพุทธศาสนาในประเทศไทย ที่ยกเป็นข้อโต้แย้งกันภายในประเทศไทยขณะนี้ และจะมีวิธีใดบ้างให้ชาวไทยไม่ว่าศาสนาใดก็ตาม เกิดการตระหนักในหน้าที่ ร่วมกันสร้างความดี โดยไม่คิดแบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา

ผู้ให้สัมภาษณ์ : อาตมาคิดว่า การแสดงออกของชาวพุทธในประเทศอินเดียในครั้งนี้ มิใช่เป็นการแสดงออกแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นการนำเสนอความสง่างามของผู้ประพฤติวัตรปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง ทั้งในรูปแบบและการกระทำที่เป็นความเรียบง่ายสงบเย็น ทั้งการสาธยายพระไตรปิฎก (ศึกษาพระไตรปิฎกไปในตัว เพราะมีการแปลความหมายแต่ละพระสูตรด้วย) เป็นกระแสปลุกให้ชาวพุทธตื่นตัวในการทำความดีมากขึ้น ส่วนชาวไทยพุทธอาตมาเห็นว่า กำลังหลงไปตามกระแสนิยมมากเกินไป ทั้งกระแสการเมือง การปกครอง การศาสนา จนไม่รู้ว่าจะทำอะไรและจะทำอย่างไรดี แต่ก็ต้องยอมรับว่า กระแสอำนาจทางการปกครองที่เปลี่ยนแปลงมาแรงและมีการขึ้นๆ ลงๆ ไม่แน่นอน ทำให้ชาวไทยพุทธไม่เป็นตัวของตัวเอง เกรงกลัวต่ออำนาจมากเกินความจำเป็น จนเกือบจะเสียความเป็นไทย

วิธีที่ดีที่สุดในเวลานี้ก็คือ ต้องสร้างวิถีและวิธีคิดเสียใหม่ว่า ไม่ว่าใครจะยิ่งใหญ่แค่ไหนในโลกนี้ ไม่พ้นกฎของอนิจจัง คือ ความไม่เที่ยงแท้แน่นอนไปได้ วาสนาและโอกาสของคนเรานั้น มีขึ้นมีลงและมีขีดจำกัด อย่าเข้าใจว่าเป็นสิ่งยั่งยืนและยาวนาน แต่ละคนควรทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด โดยไม่เบียดเบียนใครและอย่าอ้างเอาเรื่องของเชื้อชาติ ศาสนา มาเป็นกำแพงหรือตีกรอบตนและพวกพ้องตนเอง แล้วทำลายความสงบของคนในสังคมอื่น หรือสังคมตนเอง โดยให้ตั้งตนอยู่บนพื้นฐานของความไม่ประมาท ด้วยการทำความดีตามหลักคำสอนของศาสนาที่ตนเคารพนับถือ และทำความดีตามแบบฉบับของบัณฑิตชนที่ท่านได้ทำไว้ดีแล้ว เพราะทุกคนเกิดมาต้องตาย ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าค้ำแผ่นดิน

การศึกษา หาชีวิต ต้องคิดหนัก
ถึงเรื่องรัก เรื่องโลภ เรื่องโกรธหลง
เรื่องชีวิต วิกฤตการณ์ สังขารปลง
ว่าจะทรง หรือทรุด หรือหยุดดี…

จะศึกษา สิ่งภายนอก ต้องปลอกเปลือก
แล้วต้องเลือก เปลือกไว้ อย่าให้หนี
เลี้ยงเปลือกไว้ ให้มั่น คันธมี
ในใจนี้ หนึ่งนั้น คือมั่นคง…



(หลวงปู่แอ๊ว สุธมฺมปาโล)
เป็นการสัมภาษณ์ที่จะนำไปลงหนังสือในโครงการอาศรมวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๑
UP/เลื่อนไปด้านบน
HOME
Header image  
Email: aewbhu@yahoo.com
aewbhu@windowslive.com
 
 
    HOME
 

 

 

large product photo  


 

 
  ผู้ให้สัมภาษณ์ : พระครูธรรมธร ดร. แอ๊ว สุธมฺมปาโล
พระธรรมทูตสายต่างประเทศ

Web site : www.asstudio.org
Email : aewbhu@yahoo.com, aewbhu@hotmail.com

ปฏิบัติศาสนกิจ : วัดนวมินทรราชูทิศ นครบอสตัน
มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา


ต้นสังกัด : วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
(คณะ๑๗) ถ.มหาราช
แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร
กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๐๐
โทร. ๐๒-๒๒๒-๔๑-๖๙ โทรสาร ๐๒-๒๒๒-๔๑๙๐

   
     
   
     
     
       


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สำนักสื่ออุปกรณ์สอนศีลธรรม หลวงปู่แอ๊ว สุธมฺมปาโล
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ คณะ ๑๗ ถนนมหาราช ท่าพระจันทร์ แขวงพระบรมมหาราชวัง
เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๐๐

Phone: (02) 222-4169 Fax: (02) 222-4190
Web site: www.asstudio.info
E-mail: aewbhu@yahoo.com, aewbhu@windowslive.com

©Copyright 2008-2011. สำนักสื่ออุปกรณ์สอนศีลธรรม. All rights reserved.